JOURNAL
RELATIONSHIPS AMONG SELECTED PERSONAL FACTORS, SOCIAL SUPPORT, AND SELF-CARE ABILITY IN PERSONS WITH HEART FAILURE
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลที่คัดสรร แรงสนับสนุนทางสังคมและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว

~~As a complex clinical syndrome, heart failure does need appropriate self-care in order to decrease severe complications and readmission rate. Therefore, this descriptive correlational study as a pilot study was launched in order to study the relationships among selected personal factors including gender, age, marital status, years of education, the New York Heart Association functional classification, duration of heart failure, and numbers of co-morbidities, social support, and self-care ability in persons with heart failure. From January to April, 2013, 120 purposive samples were recruited from a university hospital. Data were collected using three sets of questionnaires consisting of personal data questionnaire, the social support questionnaire, and self-care of heart failure index. All data were analyzed by using frequency, percentage and standard deviation. Moreover, Spearman rank-order correlation coefficient, Eta coefficient, and Pearson’ product moment correlation coefficient were utilized to analyze the correlations among all variables. The study revealed that age, years of education, and social support were positively and significantly associated with the self-care abilities (p < .05) while numbers of co-morbidities was negatively and significantly associated with those (p < .05). Moreover, gender, marital status, the New York Heart Association functional classification, and duration of heart failure were not associated with the self-care abilities (p > .05). In conclusion, age, years of education, numbers of co-morbidities and social support were significantly associated with the self-care abilities. Regarding these results, the program to promote persons with heart failure’s self-care ability should be innovated by concerning individual’s age, years of education, numbers of co-morbidities and social support.

~~ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นกลุ่มอาการทางคลินิกที่ซับซ้อนที่ต้องการการดูแลตนเองที่เหมาะสมเพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลซ้ำ โดยการวิจัยนำร่องครั้งนี้ใช้การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลที่คัดสรร ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส จำนวนปีของการศึกษา ระดับความรุนแรงของภาวะหัวใจล้มเหลว ระยะเวลาที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลว และจำนวนโรคร่วม กับแรงสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 120 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม ถึง เดือนเมษายน พ.ศ. 2556 โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 3 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล  แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม และแบบสัมภาษณ์การดูแลตนเองของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจัดทำโดยใช้สถิติบรรยายหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์คำนวณโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบอันดับของสเปียร์แมน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้า และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า อายุ จำนวนปีของการศึกษา และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)  ในขณะที่จำนวนโรคร่วมมีความสัมพันธ์ทางลบกับความสามารถในการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สำหรับปัจจัยส่วนบุคคลที่คัดสรร ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส ระดับความรุนแรงของภาวะหัวใจล้มเหลว และระยะเวลาที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจล้มเหลวไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการดูแลตนเอง (p > .05) ทั้งนี้จึงสรุปผลการวิจัยได้ว่า อายุ จำนวนปีของการศึกษา จำนวนโรคร่วม และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้นในการนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวจึงมีข้อเสนอแนะว่าต้องคำนึงถึงอายุ จำนวนปีของการศึกษา จำนวนโรคร่วม และแรงสนับสนุนทางสังคมของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวแต่ละรายร่วมด้วย

Full Paper as PDF